Angkor Photo Festival … เสียมเรียบไม่ได้มีดีแค่นครวัด

หากพูดถึงเมืองเสียมเรียบแห่งประเทศกัมพูชาแล้วเนี่ย หลายต่อหลายคนก็น่าจะนึกถึงนครวัด สิ่งมหัศจรรย์ของโลกที่ยังสงสัยว่าสร้างขึ้นมาได้ไงเนี่ย
แถมยิ่งถ้าเป็นช่างภาพ ก็คงจะอยากที่จะได้ไปบันทึกภาพความอลังการของปราสาทหินสุดน่าทึ่งนี้เอาไว้แน่ๆ

ในฐานะที่ผมเองก็เป็นคนถ่ายภาพ แถมไปเมืองนี้มาสองครั้งแล้ว ซึ่งครั้งล่าสุดก็เมื่อต้นเดือนธันวาคมนี้เอง
บอกตรงๆ เลยว่า ขอสนับสนุนให้ช่างภาพในไทยได้ไปเยือนเสียมเรียบสักครั้งในชีวิต
แต่ไม่ได้ให้ไปนครวัดนะ ผมอยากชวนทุกคนไปงานนี้ครับ

Angkor Photo Festival

—–

 

 

 

งานเทศกาลภาพถ่ายที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่จัดราวๆ ต้นเดือนธันวาคมของทุกปี
แถมปีนี้ก็ครบรอบปีที่สิบเข้าไปแล้ว
เห็นชื่อแล้วอาจจะฟังดูจิ๊บๆ แต่รู้ไหมว่าหลายคนถึงกับบินข้ามโลกมาเพื่อร่วมงานเทศกาลนี้เลยนะเออ

ได้ยินแบบนี้ หลายคนคงเริ่มสนใจอยากจะลองไปเยือนดูบ้างแล้ว
ส่วนใครที่ยังสงสัยว่า เอ๊ะ ยังไงดี จะดีหรอออออ วันนี้ผมมีข้อดีมาขายครับ ว่าทำไม คุณถึงควรไปงานนี้

 

1 Workshop ถ่ายภาพกับช่างภาพระดับโลกแบบฟรีๆ !

 

 

ภาพจากการเวิร์คช็อปของผมเอง หาภาพเบื้องหลังไม่เจอเลย เข้าใจว่าตอนนั้นน่าจะเครียดจนไม่ได้ถ่ายไว้เลย (ฮา)

 

 

โดยทั่วๆ ไปแล้ว คลาสเรียนเวิร์คช็อปถ่ายภาพกับช่างภาพดังๆ ราวหนึ่งอาทิตย์ สนนราคาอยู่ที่หลักหมื่นบาท (ซึ่งไม่รวมค่าที่พัก)
แต่ที่เทศกาลนี้ เขามอบโอกาสนี้ให้คุณได้เข้าร่วมกันแบบไม่ต้องเสียเงิน

30 ช่างภาพทั่วเอเชียที่ถูกคัดเลือกจากผลงานที่ส่งเข้าไปพร้อมกับใบสมัคร
จะได้เวิร์คช็อปสุดเข้มข้นกับช่างภาพทั้งสายงานข่าว งานสารคดี และ งาน conceptual
โดยเป้าหมายสุดท้ายคือการสร้างผลงานขึ้นมาหนึ่งชิ้นของตัวเอง ซึ่งใช้วัตถุดิบที่เก็บเกี่ยวมาจากภายในและรอบๆ เมืองเสียมเรียบ

ในฐานะศิษย์เก่าที่เคยได้รับโอกาสนี้มาเมื่อสองปีก่อน
ขอบอกเลยว่าคุ้มแบบไม่รู้ว่าจะคุ้มยังไงแล้วครับ นอกเหนือว่าจะได้เรียนได้อยู่แบบฟรีแล้ว ยังได้ประสบการณ์แบบจัดเต็มมาก
ได้เรียนรู้การทำงานแบบมืออาชีพ ภาพไหนได้คือได้ ภาพไหนไม่ได้คือไม่ได้ ไม่มีอุทธรณ์อะไรทั้งสิ้น
และบทเรียนที่มีประโยชน์กับผมมาจนถึงทุกวันนี้ คือ การเล่าเรื่องผ่านภาพชุดว่าเราควรเล่าแบบไหน เลือกภาพแบบไหน และวางลำดับมันยังไงดี
แน่นอนว่า สิ่งเหล่านี้ผมไม่เคยได้เรียนหรือได้ยินมาก่อนเลยขณะที่เรียนวิชาถ่ายภาพในมหาวิทยาลัย
นอกจากนี้ คุณยังจะได้ฝึกภาษาอังกฤษ และ ได้เจอเพื่อนใหม่ๆ เพิ่มขึ้นมากมายจากทั่วโลกครับ ทุกวันนี้บางคนยังติดต่อนัดเจอกันอยู่เลย ทั้งเพื่อนชาวไทยและเพื่อนต่างชาติ

ปีนี้เป็นปีแรกที่ยกเลิกการกำหนดเพดานอายุของผู้สมัคร
ดังนั้น ใครที่อยากจะจริงจังกับการถ่ายภาพ รีบทำผลงาน เก็บพอร์ท แล้วรอส่งใบสมัครได้เลยครับ

ชมภาพของผมตอนไปเวิร์คช็อปได้ ที่นี่

 

2 เปิดหูเปิดตาเปิดโลก

 


เคยลองนับไหมว่า ปีหนึ่งๆ คุณได้ดูงานภาพชุดหรือ photo essay กี่งาน?
ทีงานนี้รับรองว่ามีงานภาพถ่ายดีให้คุณได้นอนดูกันจนตาแฉะแน่นอน

ใช่ครับ อ่านไม่ผิดหรอกครับ “นอนดู”
เพราะว่าในช่วงสองทุ่มของทุกวันตลอดช่วงเทศกาล จะมีกิจกรรมหนึ่งที่ผมคิดว่าเป็นสิ่งดีงามที่ควรน่าก๊อปมาทำในบ้านเรามาก
นั่นคือการฉายสไลด์โชว์งานภาพถ่ายประกอบเพลง ซึ่งงถูกคัดเลือกมาจากทั่วโลก โดยฉายขึ้นจอขนาดยักษ์ ส่วนคนดูก็นอนบนเสื่อดูกันได้เลย

 

 

 

คืนหนึ่งๆ จะฉายกันราว 20 ผลงาน รวมตลอดเทศกาลแล้ว เราก็จะได้ดูกันมากกว่า 120 ผลงานเลยทีเดียว!
เมื่อสองปีก่อนผมไปทุกวันแบบไม่มีพลาด ส่วนปีนี้ก็ไปครับทุกวันที่อยู่ที่นั่น
ทำไมถึงต้องไปดู ง่ายๆ ครับ เพราะเราจะได้เห็นงานในสไตล์ที่ไม่เห็นในเมืองไทย ความแปลกใหม่ และวิธิคิดจากช่างภาพทั่วโลก
ว่าตอนนี้เขาไปถึงไหนกันแล้ว และ นำมาปรับใช้กับการสร้างสรรค์ผลงานของตัวเองได้ครับ
ผมว่าแค่สิ่งนี้ ก็ทำให้ผมคุ้มค่ากับการเดินทางจากกรุงเทพไปยังเสียมเรียบแล้ว

ส่วนในช่วงกลางวันนั้น ก็จะมีนิทรรศการภาพถ่ายให้เลือกเดินชมเดินดู โดยจะติดตั้งกระจายอยู่ทั่วเมืองเสียมเรียบ
มีทั้งแบบ outdoor และ โชว์ในแกลลอรี่ต่างๆ ซึ่งบางงานนั้นจะมีคืน Opening Night ที่จะให้เราได้พบปะกับช่างภาพที่มาเปิดงานนิทรรศการของตัวเองอีกด้วย (ที่สำคัญ บางงานมีเบียร์ฟรีด้วยนะ ฮา)

แถมปีนี้ยังเป็นปีแรกที่มีนิทรรศการหนังสือภาพจากทั่วเอเชียมาให้ได้ลองจับลองเปิดอีกด้วยนะ

 

angkor2014-012 angkor2014-029 angkor2014-034

 

 

3 ได้โชว์งานของตัวเอง

อันนี้ต่อเนื่องมาจากข้อที่แล้ว เพราะทุกปีจะมีการเปิดรับสมัครให้คนจากทั่วโลกส่งผลงานเข้ามา และถ้างานใครถูก Curator คัดเลือกขึ้นมา ก็จะได้ถูกนำมาฉายโชว์นั่นเอง

แน่นอนครับ ว่าผมก็ไม่พลาดส่งงานของตัวเองไปด้วย
และแน่นอนอีกเช่นกันครับ ว่างานผมไม่ได้โดนรับเลือก (ฮา)

แต่สวรรค์ยังไม่โหดร้ายเกินไป เพราะ งานชิ้นนี้ ได้ถูกคัดเลือกไปฉายโชว์ในอีเวนต์ย่อยของเทศกาล
ที่ชื่อว่า Blow Up @ Angkor ซึ่งจะตระเวนฉายภาพด้วยโปรเจ็คเตอร์ตามที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นงานวัด หรือ ในผับบาร์

 

 

งานฉันเอง :D
งานฉันเอง 😀

 

 

อีกหนึ่งกิจกรรมที่มีประโยชน์มากๆ สำหรับคนที่ต้องการความเห็นเกี่ยวกับงานของตัวเอง ว่าควรไปทางไหนต่อ หรือดีไม่ดียังไง คือ กิจกรรม Portfolio Review ครับ

Portfolio Review คือการเอาผลงานของตัวเองมาโชว์ให้กับช่างภาพ / curator / photo editor ได้ติชม หรือ แสดงความเห็นเกี่ยวกับงานของเรา หรือจะเอางานมาขอคำปรึกษากับผู้มีประสบการณ์เหล่านี้ได้อีกด้วย

โดยในเช้าของทุกๆ วัน ที่ Festival Center หรือ จุดศูนย์รวมของผู้คนทั้งหลายในงานนี้ จะมีการเปิดให้ลงชื่อว่า เราอยากจะทำ Portfolio Review กับใคร ซึ่งก็มีหลากหลายแวดวงสาขามากๆ ตั้งแต่ Photojournalist ที่ผ่านสงครามมาแล้ว / ช่างภาพสายสตรีทที่ผลงานน่าจับตามอง / ผู้ก่อตั้งเว็บไซท์รวบรวมงานในแถบเอเชีย / ผู้จัดงานนิทรรศการภาพถ่ายทั้งในแถบเอเชีย และ ยุโรป เราอยากคุยกับใครก็ลงชื่อต่อคิวกันไป อย่างผมเองก็เลือกไปทางด้านสตรีท เพราะอยากได้ความเห็นเกี่ยวกับโปรเจ็คท์ที่กำลังทำอยู่

 

 

Festival Center ครับ  เช้าๆ ครึกครื้นมาก
Festival Center ครับ
เช้าๆ ครึกครื้นมาก

 

 

ผลลัพธ์ที่ได้นี่บอกเลยว่า เข้มมาก เพราะทุกคนจะวิจารณ์งานคุณอย่างตรงไปตรงมา ไม่มีอ้อมค้อมหรืออวยอะไรทั้งนั้น
อย่างผมเองก็โดนสับเละไปหลายอย่างมาก ทั้งเรื่องของคอมโพสิชั่น และ เรื่องของแนวคิดในงานว่ามัน “ธรรมดาไป”
(เรื่องนี้อาจจะยกยอดไปเขียนแยกอีก blog หนึ่งนะ)
ข้อดีของกิจกรรมนี้คือ คุณจะได้ความเห็นที่หลากหลาย และ ได้เห็นมุมมองที่ไม่เคยเห็นมาก่อนเกี่ยวกับงานตัวเอง
คนนี้อาจจะชอบภาพนี้ คนนี้อาจจะไม่ชอบ อะไรทำนองนี้ ซึ่งนับว่าเอาไปต่อยอดผลงานของผมเองได้เยอะมากครับ

สุดท้ายนี้ Portfolio Review เนี่ย โดยปกติแล้ว มันต้องเสียเงินนะครับ (แถมไม่ใช่น้อยๆด้วย)
แต่ตรงนี้ ฟรี ครับ หุๆ

 

4. มันไม่ได้ไปยาก-อยู่ยากขนาดนั้น
การเดินทางจาก กทม. ไปเสียมเรียบเนี่ยมีสารพัดวิธีที่จะไปครับ ดังนั้นข้ออ้างในการที่บอกว่าไปลำบาก นี่พับเก็บใส่กระเป๋าได้เลย

ถ้ามีเวลาน้อย – มีสนามบินครับ นั่งไม่ทันก้นแห้งก็น่าจะถึงแล้ว
ถ้ามีเงินน้อย – หมอชิต 2 มีรถบัสวิ่งตรงจาก กทม. – เสียมเรียบเลยครับ แต่มันค่อนข้างจะช้ามาก
ดังนั้น ผมจึงขอนำเสนอวิธีที่เซฟเงิน เซฟเวลาที่ได้ทดลองใช้จริงมาแล้วครับ

เราแบ่งการเดินทางเป็นสองส่วน
ส่วนแรก กทม. – ชายแดนอรัญประเทศ
อันนี้เราใช้บริการรถบัสบ่อนคาสิโนครับ

 

ถ้าเจอคันแบบนี้ก็ขึ้นได้เลย
ถ้าเจอคันแบบนี้ก็ขึ้นได้เลย

วิธีการไปก็ง่ายแสนง่าย เพราะรถบัสบ่อนจะมาจอดรอรับคนที่หน้าสวนลุม ตรงข้ามตึกอื้อจื่อเหลียงทุกเช้ามืด (4.30-5.30)
จริงๆ แล้ว รถเหล่านี้จะรับคนไปเล่นพนันที่ปอยเปต คุณก็เพียงแค่ติดรถไปกับเขาด้วยเลย
เมื่อเจอรถแล้ว ป้าๆ เขาจะเข้ามาทักทายคุณเองครับว่าจะไปที่ด่านใช่ไหม ขึ้นเลยๆ
เรทราคาวันธรรมดา 100 บาท วันหยุด 200 บาท ซึ่งถูกมาก
(และถ้าคุณชิลพอที่จะไปนั่งเล่นในบ่อนถึงสามโมงเย็น คุณจะได้เงินคืนบางส่วนในรูปคูปองอาหารด้วยนะ ฮา)
รถจะออกราวๆ หกโมงเช้า และจะไปถึงตรงตลาดโรงเกลือสระแก้ว ราวๆ 9 โมงเช้า

ใช่ครับ แค่สามชั่วโมงเท่านั้น!
แถมข้อดีของรถบ่อนคือ เร็วโคตรๆ / แอร์เย็น / เงียบเพราะไม่เปิดดีวีดีหนังหรือตลกมารบกวนให้ปวดหัว

แถมก่อนลงรถยังมีอวยพรผ่านไมโครโฟนให้เราเฮงๆ อีกด้วย อะไรจะดีขนาดนี้

ส่วนสอง ชายแดนอรัญประเทศ – เสียมเรียบ
เมื่อคุณผ่านด่านการเช็คเอกสารเรียบร้อยแล้ว ก็มีสองทางเลือกครับ
ระหว่างเรียกรถแท็กซี่จากแถวๆ ด่าน กับ ขึ้นบัสฟรีไปยังศูนย์รถที่ทางหน่วยงานของกัมพูชาจัดไว้ให้
ซึ่งก็มีข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกันครับ

วิธีแรก ก็จะต้องเสียเวลาต่อรองราคาหน่อย แถมคนขับมักจะงอแงขอบวกนู่นนีนั่น แต่ก็จะดีตรงที่ ดีลทีเดียวจบ ถึงเสียมเรียบเลย (ราคาที่เพื่อนผมได้คือ 35 ดอลลาร์)
วิธีที่สอง จะวุ่นวายนิดนึง แต่ก็จะสบายใจกว่าหน่อย ซึ่งงวดนี้ผมเลือกวิธีนี้ครับ

หลังจากเดินผ่าน ตม.​แล้ว ให้เดินตรงไปเรื่อยๆ จะมีรถบัสฟรีจอดรอเราอยู่ ซึ่งจะพาเราไปยังศูนย์รถที่ว่านี้

 

angkor2014-004 angkor2014-006

 

เมื่อไปถึงแล้ว เราก็จะต้องไปซื้อตั๋วครับ ซึ่งก็มีสองช้อยส์ระหว่าง บัส หรือ แท็กซี่
บัสก็จะช้าหน่อย แต่ถูกกว่า แท็กซี่ก็จะเร็วหน่อย แต่ก็แพงขึ้นมาอีกนิดคือ 9 ดอลลาร์
แต่แท็กซี่จะพิเศษหน่อยตรงที่ต้องรอให้ครบ 4 คนถึงจะเดินทางได้ ถ้าไปกันสองคนก็อาจจะต้องรอเพื่อนร่วมทางนิดนึง

แท็กซี่ที่ว่านี้ค่อนข้างดีครับ สภาพรถโอเค แอร์เย็น นั่งสบาย ขับนุ่ม
แต่ความหงุดหงิดคือ แทนที่จะไปส่งในเมืองเลย เขาก็มักจะตุกติกพาเราไปส่งอีกที่หนึ่ง ซึ่งจำเป็นที่จำต้องเรียกรถสามล้อเข้าไปในเมืองอีกต่อหนึ่ง (พอรวมราคาทั้งหมดแล้วก็จะแพงกว่าแท็กซี่จากด่านเลย)
งวดหน้าถ้าไปอีก คงใช้วิธีแรกแทนละครับ

ที่พักมีหลายระดับตั้งแต่ดีมากยันกรังมาก เลือกเอาตามอัธยาศัยได้เลย
ส่วนของกิน ราคาไม่ได้แพงมากขนาดนั้นครับ ข้าวทั่วไปก็มีตั้งแต่ 1 ดอลลาร์อย่างหมี่ผัดข้างทาง ไปจนถึงอาหารอลังการดาวล้านดวง 3-5-7 ดอลลาร์อะไรก็ว่าไป

ปล ที่นี่ใช้ค่าเงินรีล อัตราแลกเปลี่ยนคือ 1 ดอลลาร์ = 4000 รีล ถ้าราคาอาหาร 1.5 ดอลลาร์ คุณจ่ายสอง เขาก็จะทอนเศษมาให้เป็น 2000 รีล อะไรทำนองนี้

 

——

 

สองปีก่อน ผมไปที่งานนี้เพื่อเก็บความรู้และท้าทายความคิดอะไรบางอย่างของตัวเอง
ปีนี้ ผมไปที่งานนี้เพื่อชาร์จไฟภายในตัวเองและคิดทบทวนถึงตัวเองให้มากขึ้น
งานนี้เหมือนมีมนต์เสน่ห์บางอย่างที่บอกไม่ถูก ที่ทำให้ผมและเพื่อนถึงอยากจะเดินทางกลับไปชมมันอีกเรื่อยๆ ในทุกปี

งานนี้อาจจะไม่ได้เหมาะสำหรับทุกคน
แต่สำหรับคนถ่ายภาพแล้ว ผมขอแนะนำเป็นอย่างยิ่งว่าควรจะลองไปเยี่ยมเยือนงานนี้สักครั้ง
แล้วจะรู้ว่า ทำไมผมถึงเลือกจะตัดโปรแกรมการทัวร์นครวัดสองครั้งซ้อน เพื่อดื่มด่ำกับงานนี้

และที่สำคัญ
จะได้รู้ว่า โลกแห่งการถ่ายภาพในแถบเอเชียนี้ มันหมุนไปไกลและเปิดกว้างกว่าที่เราเจอในทุกๆ วันนี้มากขนาดไหนแล้ว

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s