“7 อันดับสุดเลิฟของฉันในประเทศญี่ปุ่น” !! – อันดับ 1: ผจญภัยสู่ยอดเขา

 “นี่มึงพากูมาทำ **ตู๊ด** อะไรเนี่ย”​
ตุลย์ เพื่อนที่มาญี่ปุ่นด้วยกับผมกล่าวสรรเสริญ นัท ผู้นำทางที่พาเราสองคนมาร่วมสนุกในกิจกรรมที่ตั้งแต่อ่านรีวิวเที่ยวญี่ปุ่นในพันทิปมา ก็ไม่เคยเห็นใครเขียนถึง “ไอ้นี่” มาก่อน

2 วัน 1 คืนเต็ม กับกิจกรรมที่เปลี่ยนมุมมองต่อประเทศญี่ปุ่นนี้ไปตลอดกาล
กับความประทับใจแบบเฉียดตายที่แสนจะเร้าใจนี้

ก็แหงล่ะ นักท่องเที่ยวสติดีที่ไหนมันจะไปปีนเขากันวะ!

“7 อันดับสุดเลิฟของฉันในประเทศญี่ปุ่น” !! – อันดับ 1: ผจญภัยสู่ยอดเขา 

ก่อนหน้าที่จะไปญี่ปุ่น นัท ซึ่งเป็นเจ้าถิ่น ก็จะถามผมกับตุลย์ตลอดว่า
“เฮ้ย มึงอยากไปไปไหนกัน บอกมา เดี๋ยวช่วยดูให้”

แต่มีไอ้การไปปีนเขากันเนี่ย เป็นกิจกรรมหนึ่งในสองอย่าง ที่เจ้าบ้านบังคับมาว่าต้องไป! (อีกอันคือการไปดูพลุ)

“ไปกับกูหน่อย เนี่ย กูอยากไปมาก แต่ไม่มีใครไปด้วยเลย”
ข้อความนี้มาพร้อมกับลิสต์ยอดเขาในญี่ปุ่นให้เราร่วมพิจารณากันในสไตล์แบบมัดมือชก
ผสมกับ passion ความเนิร์ดหลังจากที่มันพึ่งไปปีนฟูจิซังมาก่อนหน้านี้ แล้วพบว่าชีวิตของมันคือการได้ไปรับอากาศในที่สูงเสียดฟ้า

ตุลย์มันเป็นสไตล์ “ยังไงก็ได้” ก็เลยตอบตกลงไป
ส่วนผมเคยไป trekking ที่เนปาลมาแล้ว และชอบบรรยากาศแบบนั้น ก็เลยตอบตกลงไป
ง่ายๆ แบบนี้แหล่ะครับ… โดยที่เราไม่รู้กันเลยว่า เบื้องหน้านั้นมีนรกขุมใหญ่รอเราอยู่…

—-

จากวันนั้น ในที่สุด วันนี้ก็มาถึง
เราออกเดินทางจากชินจูกุเวลาสี่ทุ่มตรงด้วยรถบัสกลางคืน
จุดหมายปลายทางคือ Kamikochi สถานที่พักผ่อนหย่อนใจท่ามกลางขุนเขายอดนิยมของชาวญี่ปุ่น
และยังเป็นจุดสตาร์ทของการเดินทางปีนเขาของเราในครั้งนี้
แผนการคร่าวๆ ในการท้าทายติ่งหนึ่งของเทือกเขา Japan Alps นี้คือ
จะไปให้ถึงยอดเขาที่ชื่อว่า Jonentake แต่หากไม่ไหว เราก็จะหยุดที่ Chogatake ซึ่งเป็นยอดที่อยู่ก่อนหน้า ค้างบนเขาหนึ่งคืน แล้วค่อยไปยัง Jonentake ในวันถัดไป แล้วค่อยเดินลงเขา*
(* สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสมและสภาพของผู้ปีน)

หลังจากหลับสบายมาตลอดคืน
รถบัสก็พาเรามาถึง Kamikochi ราวๆ ตีสามครึ่ง ท้องฟ้าเริ่มสว่างแล้ว สว่างเร็วสมเป็นหน้าร้อน แต่ผมเองก็ดันลืมเพลงของพี่เต๋อ เรวัติ อย่าง “ยิ่งสูงยิ่งหนาว” เลยพกแจ็กเก็ตมาแค่ตัวเดียว ซึ่งอากาศบนนั้นค่อนข้างหนาว แถมลมพัดแรงอีก ก็ได้แต่หนาวสั่นกันไป

ลางมรณะเริ่มมาแล้วครับ

เมื่อลงจากรถเราก็สำรวจที่ทางรอบๆ ก่อนจะหาทางไปต่อว่ายังไงดี
หลังจากชายตามองชาวญี่ปุ่นที่เขาจะมาปีนเขาเหมือนกับเราเนี่ย ผมก็คิดในใจว่า
“เอาแล้วไง มึง”

ถ้าสมมุติว่ามีหน้าทางเข้า Kamikochi ก่อนจะไปปีนเขา มีจ่าตรวจเครื่องแต่งกายเหมือนเวลาเราไปเรียน ร.ด. กันเนี่ย
ผมกับตุลย์ก็น่าจะโดนให้วิดพื้นจนน่วมแบบไม่ต้องสงสัย

เพราะ ในขณะที่คนญี่ปุ่นที่นี่ทุกคน (รวมถึงนัท) แต่งกายด้วยชุดปีนเขาเพียบพร้อม มีไม้ค้ำ เสื้อ กางเกง หมวกแบบจัดเต็ม ราวกับเคยผ่านเขามาแล้วไม่ต่ำกว่าสิบยี่สิบลูก
ส่วนผมกับตุลย์ มาแบบ “ชิลๆ ไทยสไตล์”
เสื้อยืด เสื้อกันหนาว กางเกงยีนส์ รองเท้าที่ดูยังไงก็ไม่น่ารอด (ผมเป็น Camper ส่วนตุลย์เป็น Asics)
แต่นั่นแหล่ะครับ เราเชื่อในพลังการเอาตัวรอดได้ของคนไทย ดังนั้น อย่าไปกลัว!

สำรวจแผนที่ เติมพลังด้วยข้าวเช้าจากร้านสะดวกซื้อ
เราก็ออกเดินกันในเวลาราวตีสี่
ช่วงแรกๆ ของการนี้เรายังเฮฮา เพราะพึ่งตื่น วิวสองข้างทางสวยมาก เห็นแม่น้ำ เห็นต้นไม้ อากาศสดชื่น เรียกว่า back to nature สุดๆ ถือเป็นการวอร์มอัพร่างกายไปในตัว โดยทั่วไป คนที่จะมาเที่ยวยัง Kamikochi แล้วไม่ต้องการไปปีนเขา ก็จะมาเดินเล่นชมนกชมไม้กันแถบนี้ครับ

เมื่อเดินลึกเข้าไปอีกหน่อย เส้นทางก็เริ่มขรุขระเล็กน้อย เพราะเริ่มเข้าพื้นที่เขาจริงๆ ละ
แต่ก็ยังเป็นทางราบ เรียกได้ว่าเดินไปคุยไปกันได้อย่างสนุกปากอยู่

ดูการแต่งตัวสิครับ
ดูการแต่งตัวสิครับ

6.20 เราก็เดินมาถึงเช็คพอยต์แรก คือร้านอาหารครับ ซึ่งความสนุกของการเดินทางกำลังจะเริ่มต้นขึ้น เนื่องจากร้านอาหารนี้จะเป็นที่สุดท้ายของเส้นทางที่จะมีข้าวปลาอาหารน้ำขนมขายครับ ระหว่างการปีนจะไม่มีอะไรเลยนอกจาก หิน ดิน ต้นไม้ จะหาของกินต้องไปเจอกันอีกทีที่นู่นเลยครับ ยอดเขาเลย แน่นอน เราก็ต้องอัดข้าวกันอีกรอบกันเหนียว

ถ้าเปรียบเป็นเกม ร้านอาหารนี้ก็เหมือนจุดเซฟสุดท้ายก่อนไปตีบอส
ส่วนคำถามที่นัทเอ่ยปากถามขณะซัดข้าวกันอยู่เนี่ย ก็น่าจะเหมือน การรับเควสต์ที่เปลี่ยนชีวิตของเหล่าผู้กล้า

“มึง มันมีสองทางว่ะ มีทางง่ายเดินเลียบแม่น้ำ กับ ทางยากเดินขึ้นเขาไปเลย ชันหน่อย พวกมึงอยากไปทางไหนกัน”
“ทางยากดิวะ เอาให้สุด เหยดดด” ตุลย์ตอบแบบไม่คิดตามสไตล์
“เออ hard mode ดิวะ” ผมสมทบ

ราวๆ 7.30 ก็ถึงเวลาออกเดินทางต่อไปตามเส้นทางที่เราเลือกกันมาเอง
สิบนาทีแรกของการเดิน… เรายังเฮฮา ชิลๆ สบายๆ
สามสิบนาทีต่อมา… จากการคุยหยอกล้อกัน เสียงของตุลย์เริ่มหายไป
หลังจากนั้น เราก็ไม่ได้คุยกันอีกเลย ทุกคนก้มหน้าเดินงุดๆๆๆๆๆ
เพราะทางยาก แม่มยากจริงครับ ถึงมันจะไม่ได้อันตรายอะไรแต่ความชัน กับการต้องปีนป่ายก้อนหินต้นไม้ตลอดทางนี่ ดูดพลังงานชีวิตไม่ใช่เล่น

และที่สำคัญที่สุดคือ รองเท้าครับ รองเท้าเดินในเมืองของผมกับตุลย์มันไม่ใช่สิ่งที่ควรจะมาสวมเท้าในเส้นทางป่าเขานี้เลย เท้าสองข้างตอนนี้เริ่มส่งเสียงกระซิบมาเบาๆ แล้วว่า

“มาแล้วนะ เริ่มปวดนิดๆ ละนะ”

แต่สิ่งที่บั่นทอนพลังชีวิตเรากันมากที่สุด คือ ภาพของผู้ร่วมทางครับ
บนเขา เรามักจะเจอคนญี่ปุ่นสองประเภทที่มาปีนกัน
หนึ่ง เด็กมัธยมแบกเต็นท์เตรียมตัวไปตั้งแคมป์กันบนยอดเขา
สอง ลุงๆ ป้าๆ วัยเกษียณ ที่โหงวเฮ้งแล้วน่าจะอยู่บ้านเล่นกับหลานจิบชามากกว่ามาทำอะไรแบบนี้
ยิ่งโดนลุงป้าแซงไปตอนนั่งพักเท่าไร ชายไทยวัยกลัดมันสองคนนี่เริ่มหัวใจหนืดขึ้นเท่านั้น

ยิ่งเดินเส้นทางยิ่งโหดขึ้น โหดยิ่งกว่าที่คิดเอาไว้ตอนแรกว่าจะเจอเสียอีก
ตุลย์เริ่มขอพักบ่อยขึ้น เพราะตัวมันเองออกกำลังกายมาน้อยสุด
แค่ช่วงสิบโมงนิดๆ ก็เรียกได้ว่าร่างกายแทบจะประท้วงไม่ไหวกันแล้ว
ลากกันไปต่อด้วยพลังใจล้วนๆ ไม่เคยคิดว่าระยะทางไม่กี่กิโลนี้ ไกลขนาดนี้มาก่อน
ช่วงหยุดพัก นัทบอกกับเราสองอย่าง
“เออ กูขอโทษพวกมึงจริงๆ ไม่คิดว่ามันจะลำบากขนาดนี้”
“แม่งโหดกว่าฟูจิเยอะ ฟูจิแม่งทางทัวร์ริสต์ อันนี้โหดจริง”
ครับ

ลากสังขารกันมาตามทางเรื่อยๆ ในที่สุด เราก็เห็นป้ายอะไรบางอย่างปักอยู่ไกลๆ
สายตาของพวกเราเริ่มมีความหวังมากขึ้น ประดุจดั่งเห็นแสงไฟที่ปลายอุโมงค์
น่าจะใกล้ถึงแล้ว เราได้แต่แอบคิด
เราสับเท้าไวขึ้น ไวขึ้น ไวขึ้น ในที่สุด เราก็เจอป้ายบอกทางแล้ว

“เชี่ยยยยยยยย” ตุลย์อดอุทานออกมาไม่ได้
ยังเหลือทางอีก 2 กิโล
นาฬิกาตอนนั้นบอกเวลาเกือบเที่ยง

ผ่านไปอีกราวๆ 40 นาที
ทางเดินเริ่มโล่งขึ้น เราหลุดออกมาจากโซนที่เป็นป่า มาเป็นเส้นทางเดินโปร่งๆ ไม่มีต้นไม้ใหญ่ สัญญาณอันดีว่าเราใกล้ถึงจุดหมายแล้วปรากฏมาอีกครั้ง นัทจอมฟิตเลยถือโอกาสเดินนำแซงหน้าไป ปล่อยให้สองคนที่เหลือนั่งพักเอาแรงก่อน

นัทวิ่งไป วิ่งไป แล้วก็หยุดยืนตรงปลายสุดสายตา ที่ๆ ขอบฟ้าบรรจบกับปลายสุดของเส้นทาง
จากนั้นก็หันหน้ากลับมา โบกมือรีบเรียกเราเข้าไปดูด้วยสีหน้าเหมือนถูกเติมเต็มอะไรบางอย่างในชีวิต
พอลากสังขารไปยืนอยู่ข้างๆ นัท ปริศนาทั้งหมดก็ไขกระจ่าง

เพราะเบื้องหน้าคือหุบเขาที่ฝั่งตรงข้ามคือเทือกเขาทอดยาวตระหง่านแทงทะลุม่านเมฆ
ด้านล่างคือแม่น้ำ Tokuzawa ที่เราเดินเลียบกันมาเมื่อเช้า
วิวตรงหน้า สวยเกินคำบรรยาย ความเหนื่อยหายเป็นปลิดทิ้ง ลมเย็นๆ ปลุกไฟในร่างกายให้ลุกขึ้นอีกครั้ง
มองไปลิบตาฝั่งขวามือ นั่นไงเป้าหมายของเรา จุดเล็กจิ๋วที่ยืนกวักมือเรียกเราไปหาอยู่

เดินด๊อกแด๊กๆ แบบหัวใจเบิ่งบานว่า “กรูจะได้พักละโว้ยยยยยย” ไปอีกไม่นาน
ในที่สุด เราก็มาถึงยอด Chogatake แล้ว! กับเวลาประมาณบ่ายโมง
บรรยากาศก็เป็นลานหินโล่งๆ ที่ใครใคร่นอนเต็นท์ ก็มากางพักแรมกันได้
และบ้านพัก ซึ่งเป็นตัวเลือกของเราสามคนสำหรับค่ำคืนนี้

ลมข้างนอกที่พัดแรงว่าเย็นจนขนลุกแล้ว
เจอราคาค่าบ้านพักเห็นแล้วขนลุกกว่า
หัวละ “9000 เยน” ถ้วน
ราคานี้ include:
– ที่นอนรวม 1 คืน นอนเหมือนค่ายลูกเสือ มีหมอน ผ้าห่มให้
– อาหารสองมื้อ เย็น-เช้าวันถัดไป กับข้าวคือ ผักดอง 4 แบบ สลัดมันฝรั่ง 1 ก้อน ไก่ทอด 1 ชิ้น หมูทอดชิ้นมินิ 1 ชิ้น เส้นสปาเก็ตตี้จึ๋งนึง ข้าวเปล่าไม่อั้น น้ำชา (สองมื้อเสิร์ฟเหมือนกัน)


– ไม่มีที่อาบน้ำ (เพราะน้ำบนเขาหายากมาก)
– ห้องน้ำที่พีคที่สุดตั้งกะเกิดมาเป็นมนุษย์ ขอให้นึกภาพห้องน้ำกล่องๆ แบบงานคอนเสิร์ต ตั้งเรียงเป็นแถว กั้นจากห้องนั่งเล่นด้วยประตูบานเลื่อน ก่อนที่จะผ่านประตูไปนั้น เราต้องกลั้นหายใจก่อน ฮึบ…. (เพื่อให้เห็นภาพโปรดลองกลั้นหายใจตาม) จากนั้น เราต้องรีบไปเปิดบานเลื่อน ปิดบานเลื่อน เปิดประตูห้องน้ำ ปิดประตู ทำธุระ เปิดประตู ปิดประตู เปิดบานเลื่อน ปิดบานเลื่อน เซฟฟฟ (แฮ่กๆๆ)
เหตุผลที่ต้องทำถึงขนาดนี้ ต่อเนื่องมาจากข้อก่อนที่ว่า น้ำบนเขาหายากมาก ดังนั้น หากคุณทำธุระหนัก สิ่งที่จะมาชำระล้างสิ่งสกปรกคือ…. ปัสสะวะที่เก็บเอาไว้ในถังครับ… ด้วยแอมโมเนียที่คละคลุ้งจนสุดจะบรรยายนี้ ทำให้ผมเข้าใจความรู้สึกของห้องรมแก๊สนาซีมากๆ หลังจากเผลอสูดหายใจเข้าไปทีนึงขณะยืนทำธุระอยู่
เข้าทีนี่ คิดถึง ห้องน้ำในตัวเมืองโตเกียวเลย ฮือออ

บ่นไปก็เท่านั้นครับ ยังไงๆ ก็ต้องซุกหัวนอนอยู่ดี คิดซะว่าเป็นราคาค่าไม่ต้องแบกเต็นท์กับอาหารละกัน
หลังจากจ่ายเงินกันเรียบร้อยแล้ว สิ่งแรกที่เราสามคนทำคือ “นอน” ครับ
เพราะหมดแรงอุด้ง hp ขึ้นสีแดงกระพริบๆ กันสามคนรวด หัวถึงหมอนปุ๊บ น็อคปั๊บ

งีบไปได้ชั่วโมงนิดๆ ก็ฟื้นขึ้นมาถ่ายรูปตอนราวๆ เกือบสามโมงเย็น
ออกไปสำรวจเดินเล่นได้ชั่วโมงนึง ก็ถึงเวลาข้าวเย็นพอดี
ตอนแรกหมายมั่นปั้นมือไว้ว่า เย็นๆ คงจะได้ถ่ายพระอาทิตย์ตกดิน
อนิจจา หมอกลงหนามากๆ แถมพระอาทิตย์ก็ยังตกช้าเสียอีก เดินฝ่าลมเก็บภาพได้หน่อยนึง

ดูทรงแล้ว ไม่น่าจะเห็นอะไรเลยกลับมานั่งออมแรงไว้สำหรับวันรุ่งขึ้นดีกว่า

ดึกๆ ก็ไม่มีอะไรทำครับ มีทีวีเครื่องหนึ่งที่แชร์กันกับลุงๆ ป้าๆ คนอื่นๆ
เราสามคนก็นั่งวางแผนกันว่า พรุ่งนี้จะเอายังไงกันดี ซึ่งก็เห็นพ้องต้องกันแล้วว่า
จะไม่ไป Jonentake เพราะถึงไปก็ต้องเดินย้อนกลับทางเดิมตรงนี้อีก เลยกตกลงกันว่าจะกลับลงไปยัง Kamikochi เลย แต่งวดนี้จะใช้เส้นทางง่ายเลียบแม่น้ำกันแทน
นั่งมองเวลากันไปเรื่อยๆ ก็ไม่รู้จะทำอะไร เลยตัดสินใจกันว่า กลับไปนอนเอาแรงกันดีกว่า

ตีสาม ผมตื่นขึ้นมาปิดนาฬิกาปลุกพร้อมสะพายกล้องออกไปเดินเล่น
ด้วยความหวังว่า จะได้เห็นพระอาทิตย์ขึ้นมาอวดโฉมบนยอดเขา
แต่ธรรมชาติไม่ค่อยจะเข้าข้างสักเท่าไร เพราะเตรียมเมฆและหมอกหนาทึบมาต้นรับผมแทน
เดินได้ไม่นานก็กลับมานอนเล่นรอข้าวเช้าตอนตีสี่

ตีสี่ครึ่งเราออกเดินทางลงเขากัน ในใจคิดไปว่า วันนี้น่าจะสบายแล้วเป็นทางง่าย แถมเดินลงอีก
ช่วงแรกก็เป็นดั่งใจฝัน ลมเย็นๆ เดินไปเรื่อยๆ แต่ใครจะคิดว่า ธรรมชาติจะส่งบททดสอบมาให้เราเจออีกรอบ
ราวๆ ตีห้านิดๆ ขณะเริ่มเดินเข้าป่า … ฝนตก ครับ

จากปรอยๆ ก็หนักขึ้นเรื่อยๆ จนไปถึงหนักโคตรๆ
แน่นอนว่า เราสามคนไม่ได้เตรียมใจจะมาผจญภัยกลางป่าลุยฝนเหมือนเพชรพระอุมากันขนาดนี้
(ขนาดจะมาปีนเขา ชุดยังไม่ได้เตรียมเลย)
ดังนั้น สิ่งที่ทำได้เพียงอย่างเดียว คือ เดิน เดิน เดิน ต่อไปเรื่อยๆ
ฝ่าดินโคลนชื้นแฉะ นำ้ที่ไหนมาตามทาง ไหนจะแว่นเปียกน้ำมองทางไม่ค่อยเจออีก
ทั้งที่สองข้างทาง ต้นไม้สูงใหญ่ตระหง่านงดงาม แต่สิ่งที่ตาของเราจับจ้อง มีเพียงแค่พื้นดินที่จะเท้าของเราจะวางลงในก้าวถัดไป
ส่วนเรื่องถ่ายภาพนี่ลืมไปได้เลย ทำได้เพียงแค่หยิบขึ้นมากดสองสามแชะตอนพัก แล้วก็ต้องเก็บใส่กระเป๋าต่อ

ลื่นไถลวัดพื้นไปสองรอบได้ โชคดีที่ไม่ได้ไถลตกข้างทางไป ยังไม่อยากขึ้นหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ขนาดนั้น

โมเมนต์ประทับใจคือขณะที่เดินอยู่ มีกรุ๊ปคนญี่ปุ่นเดินสวนทางขึ้นมา แล้วพูดกับตุลย์ว่า
“นี่รู้ไหมว่าคุณไม่ควรใส่ยีนส์มาปีนเขานะ มันไม่ใช่ชุดสำหรับปีนเขา” (พูดญี่ปุ่นนะครับ ไม่ใช่ไทย นัทแปลให้ฟัง)
เป็นครั้งแรกที่โดนคนญี่ปุ่นด่า อา #AchievementUnlocked

การเดินขาลงไม่เหนื่อยมาก แต่ใช้พลังงานชีวิตมหาศาล
ไหนจะต้องเกร็งแขนขา จะต้องลุ้นว่าจะเอายังไง แถมถอยหลังกลับไม่ได้อีก

สุดท้าย ธรรมชาติก็ไม่โหดกับเรามากเกินไป สั่งหรี่ก๊อกน้ำจากฟ้าตอนที่เราใกล้ออกจากป่า
จำได้เลือนลางว่า พอออกจากป่า เดินอีกไม่ไกลเท่าไร ก็ถึงร้านอาหารที่เราหยุดพักกันก่อนขึ้นเขา
ตอนนี้เราเข้าใจความรู้สึกของคนที่รอดตายจากไททานิคล่มละ
สภาพก็ไม่น่าจะต่างกัน เปียกราวกับลูกหมาตกน้ำไปเล่นสงกรานต์

สิ่งแรกที่ทำหลังจากเข้าร้านคือสั่งข้าว
ณ เวลา 8.26 นี้ น่าจะเป็นการกินราเม็งที่อร่อยที่สุดในชีวิตของผม เหมือนตายแล้วเกิดใหม่

และ ฮิปๆ คูลๆ กับของหวานเล็กน้อย (ทั้งที่ข้างนอกหนาวสัส)

นั่งเก็บแรง เก็บชิ้นส่วนสติตที่แตกสลายรอฝนหยุดตก
สิบโมงนิดๆ เราก็เดินทางกันต่อ กลับไปยังที่ๆ เราขึ้นรถมา
คราวนี้ไปกันแบบ slow life ค่อยๆ เดิน ชมนก ชมไม้ ชมลิงกันด้วยความสบายใจได้แล้ว
สภาพภูเขาหลังฝน กลิ่นต้นไม้ กลิ่นแม่น้ำ กลิ่นดินหินทราย นี่สวยงามเกินคำบรรยายจริงๆ

japan-025 japan-026 japan-027 japan-028

สุดท้าย ทริปนี้ของเราก็จบลงที่การไปอาบน้ำในศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ซดโซบะเป็นมื้อบ่าย
และชิลจนเกือบซื้อตั๋วรถขากลับไม่ทัน

—-

หลังจากกลับมาที่ กทม.​ จนถึงวันนี้ ก็ล่วงเลยมาเป็นเวลาหนึ่งปีกับอีกสี่เดือน
ตลอดเวลา นัทก็ยังหยอดกับผมด้วยประโยคเดิมๆ ว่า
“เมื่อไรมึงจะมาปีนเขากับกูอีกวะ”
แถมบางครั้ง มีของแถมมาเป็นรูปสารพัดภูเขาที่ส่งมายั่วน้ำลายผมอีก

เห็นทีไร ภาพเหตุการณ์วันนั้นก็หวนกลับมาตลอด
บอกเลยว่า ไม่ต้องมาชวนแล้ว…

เพราะตอนนี้ไม่ต้องชวนก็อยากกลับไปโดนอีกสักครั้งมาก!

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s